<< December >>

S

M

T

W

T

F

S

30 

2 

5 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

31 

<< 2008>>

8 events on 31-Oct !
เช้าที่ฉันตื่น..
ne.. !
Odaiji ni
Holidays in JAPAN !
จับฉ่าย story..
Monday Melodies...
Happy Anniversary..
Work hard (เด้อ) and play hard (กว่าเด้อ)
Moved..
บางเวลาที่ไม่เป็นใจเรายังรู้สึกสดใส..
Vida, give me back...
เกือบจะนอนไม่หลับ..
หลับตา.. ตื่น
Me & Inspiration Pill..
Sands’ Chronicle
วันเสาร์...
หมดสติอย่างเป็นทางการ
ไม่ผิดสักคน..
วลี กางแปลง (อักษรมหรสพ)
deeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeep
เธอจะเอาแต่ใจ มันไม่ได้หรอกเธอ
เล็กลง ใหญ่ขึ้น หรือ เท่าเดิม?
วันจูบสากลที่ผ่านมา..
C'est la vie!
In and Out of her*
เธอหมุนรอบฉัน.. ฉันหมุนรอบเธอ
คิดถึงอย่างเป็นทางการ.. แล้วมันจะเดินทางได้รึป่าว?
..Windy mood..
Seems bigger..?
Who painted the moon black?
ความเหงา.. ที่(เธอ)ไม่ได้รีเควส
I used to have a long hair...(before)
โลกใบอุ่น
สมการความสุข (ยามอัตคัต)
Sleepy weather..
Circle..
unknown story
รถ 2 ล้อ กับพลังงานกล..








วลี กางแปลง (อักษรมหรสพ)



 

เคยดู “หนังกางแปลง” กันมั้ยคะ?
เราเคยนะ สมัยเป็นเด็กๆ เพราะเป็นเด็กบ้านนอก
สิ่งบันเทิงในชีวิตมีไม่หลากหลายนักหรอก

ที่เห็นๆ กันจะๆ ก็จะเป็น “หนังกางแปลง” กับ “งานวัด”
หรือบางทีนะ “หนังกาลแปลง” ก็จะเรียกกันว่า “หนังขายยา”
เพราะจะมีรถขายยาเป็นสปอนเซอร์ คอยโฆษณาก่อนเวลาหนังเริ่มฉาย

เรียกได้ว่าเป็นความบันเทิงโขยงใหญ่สิ่งที่สร้างความติ่นเต้นให้ในสมัยนั้น

ที่เรียกว่าโขยงใหญ่ก็เพราะมันเปนความบันเทิงระดับมหภาคเชียวนะเออ

คือ สนุกกันได้ทั้งครอบครัว ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ร่วมถึงคนเฒ่าคนแก่


อย่างถ้าเป็นหนังกางแปลง เวลาไปกันทีก็หอบหิ้วเสื่อผืนน้อยไปด้วย
เอาไว้ปูนั่ง
(และนอน) เอาเสื่อไปก็ต้องพกกลับด้วยใช่ม๊า?
บางคนก็เลยจะนิยมพกกระดาษหนังสือพิมพ์ไปแทนเสื่อ

เพราะใช้เสร็จก็สามารถทิ้งได้เลย

แต่สำหรับเราแล้ว เราไม่นิยมกระดาษหนังสือพิมพ์

เพราะจะเป็นโรคประหลาดชนิดนึง ไม่รู้ใครเป็เหมือนเราบ้างมั้ย

เราไม่กล้านั่งบนกระดาษทุกชนิด ไม่จำกัดแค่หนังสือพิมพ์
ถ้าจะนั่งต้องกราบก่อน ไม่รู้เหมือนกันว่าใครสอน แต่เป็นแบบนี้ตั้งแต่จำความได้

แต่เดี๋ยวนี้เริ่มกล้านั่งมากขึ้น บางทีก็ไม่ได้กราบก่อนด้วยซ้ำไป
ทำเหมือนๆ ใครๆรอบกาย เพราะไม่อยากถูกมองว่ามีพฤติกรรมประหลาดๆ
เลยกลายเป็นโรคกลัวความแตกต่างแทน ซะงั้น

ความเป็นตัวของตัวเองค่อยๆ ถูกกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมแบบยอมรับสภาพไปโดยปริยาย

 

หรือถ้าเป็น “งานวัด” เนี่ย
มันจะมีเครื่องเล่นหลากหลายชนิดมาก มหรสพ ก็หลากหลายตามด้วย

สิ่งที่ชอบที่สุดคือ เกมส์ยิงปืน ทั้งปืนสั้น และปืนยาว ไม่เกี่ยง

ชอบประลองความแม่นแข่งกับน้องชาย  และก็แม่นไม่หยอกนะ

เล่นมาก็แทบจะทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่ชิงช้าสวรรค์ ไม่เคยขึ้นนั่งเลยจริงๆ
แต่ก็มาชดเชยเอาเมื่อตอนมาอยู่กรุงเทพฯ
ได้มีโอกาสได้นั่งชิงช้าสวรรค์ยักษ์ที่สวนลุมฯ
ค่าบริการ
100 บาท หรือเท่าไรนี่ล่ะ ต่อจะนวนรอบ 3-4 รอบ

ปกติเค้าให้นั่งกัน 6 คนต่อ 1 กระเช้า แต่พวกเรานั่งกัน 3 คน : แจง โบว์ และเรา

ขอเจ้าหน้าที่ว่า “ต้องการความเป็นส่วนตัวอย่างสูงค่ะ”
เจ้าหน้าที่เค้าก็ให้แหล่ะ เพราะรอบนี้คนไม่เยอะมาก

อันที่จริงก็เพราะชาวกรุงเค้าเห่อได้พักใหญ่แล้ว

ไอ้เราก็รอจังหวะที่คนหายเห่อนี่ล่ะ เพราะไม่ชอบเบียดเสียดแย่งใคร

แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นนั่งชิงช้าสวรรค์ยักษ์นี่หรอกนะ

เพียงแต่ว่าวันนั้นไปเตร็ดเตร่ที่สวนลุม ไนท์บาซาร์

Where where is where where (ไหน ไหน ก็ ไหน ไหน)
ก็เลยถือโอกาสลองสักหน่อย…

ขึ้นไปอยู่บนนั้นก็สึกดีจังเลย และเวลาที่อยู่ ณ จุดที่ peak ที่สุด
แล้วมองลงมายังพื้นด้านล่าง มันเสียวดีจริงๆ หุหุ

คล้ายกับเวลาที่นั่งอยู่ในรถยนต์บนเส้นทางเปลี่ยนระดับจากสูงลงต่ำ

มันเสียวหน้าท้องเสียจริงๆ

 

อ้าวนะ จะเขียนเกี่ยวกับ “งานวัด” ดันมาจบเอาตรงเรื่องเสียวๆ
อะไรของเธอ ยัยออยบ๊อง
! เออ.. พูดแล้วจะหาว่าบ๊อง วันนี้ก็เพิ่งมีคนชมในทำนองนี้ล่ะ

คนนี้ชื่อพี่ จ.  อืม.. เมื่อตอนเที่ยงทานมื้อกลางวันกันเสร็จ พี่ จ. ก็บอกว่าจะไปหาอะไรกินเล่น

พี่ พ. ก็เลยบอกจะไปด้วย จังหวะนั้นเรากำลังเคี้ยวอาหารคำสุดท้ายอยู่
วันนี้ทานข้าวราดลาบหมู
+ ผัดกระเพราะหน่อไม้

พี่ จ. แลเห็นแววตาอยากไปด้วยของเรา ก็เลยชวนว่า ”ไปด้วยกันมั้ยน้องสาว”
เราก็เลยตอบตกลง แล้ว เรา
3 คนก็เดินต๊อกๆ ไปหาอะไรหม่ำๆ กันต่อจากมื้ออาหาร

พี่ จ. + พี่ พ. ได้ของเปี้ยวๆ กัน ส่วนเราได้ไอติม
ระหว่างที่รอของเปรี้ยวๆ ของพี่ๆ ทั้ง
2
เราก็บังเอิญไปจับคันโยกของรถเข็นผลไม้เปรี้ยวๆนั่นเข้า
ก็เลยโยกเล่น หนุกๆ
“อันนี้เรียกว่าโชกรึป่าว” – พูดลอยๆ

คือ คันโยกๆ อันนี้น่ะ มันอยู่ด้านหน้าใกล้ๆ กับที่นั่งปั่นรถถีบ
ขณะที่โยกๆ ก็ได้เสียงนึงแว่วเข้าหู ถือว่าเป็นคำชม

“ไอ้ออยนี่มันติ๊งต๊องเน้อ” เป็นคำชมจากพี่ จ. แล้วพี่ๆ ก็ขำกัน 2 8o ไม่สิ รวมคนขายด้วย เป็น 3 8o เอ๋า…


ปกติเมนูอาหารมื่อเที่ยงของเราจะเป็นจำพวกเส้นๆ
เวลาทานข้าวก็เลยมิวายถูกพี่ๆ แซวว่า
“วันนี้ฝนตกแน่ๆ เลย ออยมันกินข้าว”

( ที่ผ่านๆ มา ไม่บะหมี่เกี๊ยว ก็ เย็นตาโฟ เส้นๆ ทั้งนั้น )

แล้วเวลาพี่แม่บ้านถามว่าเที่ยงนี้จะทานอะไร ก็จะเอ๋อนึกอะไรไม่ออก

ไม่รู้จะกินอะไรดี ก็ถามพี่เค้ากลับไปเสมอว่า “มีอะไรแนะนำมั้ยคะ
ก็ได้คำตอบว่า “@3635#%%*98*&&+))((*&^^%^$6”
พี่เค้าก็บอกมาหมดเลยว่าร้านนั้นมีนั่น ร้านนี้มีนั่น แต่เราก็มาจบลงที่ เมนูเส้นๆ
ไม่บะหมี่เกี๊ยว ก็ เย็นตาโฟ ทุกทีร่ำไป ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

ก็เลยจะถูกพี่ พ. และ พี่แม่บ้าน ประนามประจำว่า “แล้วจะถามทำไมเนี่ย หุหุ
นั่นน่ะสิ !

 

อืม..
พอโตมาก็มีความบันเทิงในรูปแบบอื่นที่เข้ามาสร้างความติ่นเต้นให้กับชีวิตมากมายหลายหลาก
เราก็ทำอย่างใครๆ เค้าทำนั่นล่ะ แต่บังเอิญว่าเป็นพวกลัทธิ
differentiate – different + appreciate
นิยมในความต่าง อาการนี้เริ่มหวลกลับคืนมาสู่ตัวตนของเราเองอีกครั้งตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ได้สืบค้นต้นตออีกนั่นล่ะ
หลังจากที่มันเคยหายไปช่วงนึงก่อนนี้ แต่ตัวตนของเรา ยังไงเราก็หนีมันไม่พ้นหรอก จริงมั้ย
?
แต่เราควรทำอะไรให้รู้จัก กาลเทศะ นี่ล่ะสำคัญ  
อยากเป็นตัวของตัวเองชนิดไม่แยแสความเป็นไปรอบข้าง อันนี้ก็ไม่สนับสนุน



สิ่งบันเทิงต่างๆ มันเหมือนสิ่งเร้านะเราว่า.. มันเร้าดีกรีความอยากให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พอมานึกๆ ดูแล้ว ถ้าเราอยู่นิ่งๆ แล้วเฝ้ามองสรรพสิ่งเคลื่อนไหวรอบๆ ตัวเรา

แค่นี้เราก็ตื่นเต้นกับมันได้แล้ว มันเป็นความบันเทิงที่ไม่ต้องจับจ่ายสิ้นเปลืองเงินทองใดๆ เลย

เราชอบมองผู้คน สังเกตพฤติกรรมผู้คน เมื่อก่อนเราได้มีโอกาสทำแบบนั้นอยู่บ่อยๆ
และผู้คนเหล่านั้นสร้างรอยยิ้ม และความรู้สึกประทับใจเล็กๆ ให้เราได้เสมอ

แต่ปัจจุบันแทบจะไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นเลย มันก็เลยเกิดเป็นความรู้สึกถวิลหาขึ้นมา

อารมณ์แบบอยากอยู่เงียบๆ เรียบนิ่ง เรื่อยๆ เอื่อยๆ ถ้าอยู่กับตัวเองลำพัง เราจะอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนั้น

 

 

ที่เขียนๆ “ไดอารี่ออนไลน์” อยู่ทุกบ่อยๆ เนี่ย มานึกๆ มันมีความเชิอมโยงกับ “หนังกางแปลง”
ในเรื่องของงคอนเสปอยู่เหมือนกันนะ เพราะมันเป็น public

อาจจะต่างก็ตรงที่ ที่นี่ให้บริการแบบมหาชน ไม่จำกัด ใครอยากเข้ามาก็ได้ ไม่ต้องตีตั๋ว

ต่างจาก “หนังกางแปลง” ที่จะต้องจ่ายค่าตั๋วด้วยราคาไม่สูงมากนักหรอก (บางทีก็ไม่ต้องจ่ายก็มีนะ)
แต่บางทีถ้ามีการเก็บเงิน ก็ยังแอบเห็นหลายๆ ราย อาศัยดูหนังผ่านรูโหว่ของผ้าใบที่ล้อมพื้นที่ฉายหนัง


อู้วววววว์.. นานแล้วเหลือเกินที่ไม่ได้พล่ามอะไรยาวๆ เยี่ยงนี้ รู้สึกดีที่ได้เปิดมหาสพในครานี้

และคงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงยิ่งหากมีใครสักคนมาร่วมชมมหรสพครั้งนี้ด้วย

พร้อมร่วมเสวนาหลังจากชมเสร้จ เพราะเราเป็นมนุษย์จำพวกชอบเสวนาพาทีในเรื่องทำนองนี้
ดี ไม่ดี ชอบ ไม่ชอบ เป็นนเรื่องปัจเจกชน ไม่เคยถือครองความคิดตนเป็นใหญ่
เพราะไม่เคยคิดจะ
rule the world เคยคิดแต่จะ break the rule.. !!

และเป็นพวกขบถหัวอ่อน พวกเดียวกับพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง..

======================================

 



วันนี้ฉาย 3 เรื่องควบ – ค่าบริการฟรี (ใจดีแบบนี้มีที่ไหน)


(1). “Happiness” I (just) think about….

 

 

เมื่อไรจะถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว “ความสุข”

8o sensitive จะไปเก็บเกี่ยวความสุขจากที่ใดฤา..



ความสุขสัมผัสได้ตามจังหวะลมหายใจเข้า-ออก
แต่จะรู้ได้ยังไงว่าบริสุทธิ์มากน้อยแค่ไหน หือ
?


 


“ความสุขคือผีเสื้อ
ที่บินต่ำอยู่เหนือพื้นดิน
แต่ความเศร้าคือนก
มีปีกสีดำแข็งแรง
ปีกนกยกเธอขึ้นสูงเหนือชีวิต
ลอยล่องใต้แสงแดดและแมกไม้
นกแห่งความเศร้าบินสูง
ไปยังที่ที่นางฟ้าแห่งความทุกข์เฝ้ามอง
ดูรังของความตาย”

Edith Sodergran



 

ถ้า “ความสุข” เป็นเหมือนดั่งต้นไม้
เคยจินตนาการเอาไว้บ้างมั้ยว่ารูปร่างจะเป็นเช่นไร
?

จะเป็นไม้ยืนต้นหรือพืชล้มลุก

จะเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวหรือคู่

จะเป็นไม้ใบหรือไม้ดอก

จะมีผลให้เก็บเกี่ยวหรือไม่..
สำหรับเรา.. “ความสุข”

คงเป็นเหมือนพืชล้มลุกอายุไม่ยืน

ต้นไม่ใหญ่ แต่รากแก้วหยั่งลึก

สามารถปลูกได้ทุกที่ ไม่จำกัดเวลา

แตกหน่อ ออกผล ต่อชีวิตสรรพสิ่ง


ไม่รู้ว่าที่ไหนปลูก “ความสุข” ไว้เยอะๆ บ้าง
               

Phoebe*





 

(2). how to be [in]sensitive…

 

 

แน่นิ่ง.. ไหวติง


ช่วงนี้รู้สึกตัวเองเหม่อลอย นิ่ง แต่ไม่ถึงกับเฉยชา

เพราะชีวิตนี้ไม่เคยขาดความรู้สึกเลยสักครั้ง

ไม่ต้องมีใครมาเติมก็รู้สึกได้ด้วยตัวเอง

เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกมีความรู้สึกหล่อเลี้ยง
ช่างรู้สึกไปหมดทุกเรื่องราว


เคยคิดอยากให้ตัวเองเป็นคนที่ไร้ความรู้สึก

ไม่ต้องคิดต้องแคร์อะไรใคร หรือสิ่งใด

และก็เหมือนจะทำได้อยู่พักนึง
แต่สัญชาติญาณมันก็คอยกระตุ้นเตือนอยู่เสมอ

ว่า.. “เราจะอยู่ได้ยังไงหากไร้ซึ่งความรู้สึก"

ถึงมันจะทำร้ายเราในบางเวลา มากบ้าง น้อยบ้าง

แต่นั่นก็เหมือนการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเราเองมิใช่ฤา

เพราะทุกครั้งที่ผิดหวัง เสียใจ ไม่เคยมีใครคอยปลอบ
เราใช้ความรู้สึกของตัวเองรักษาตัวเองอยู่เสมอๆ

 

 

เคยถามตัวเองว่าทำไมถึงต้องคอยเข้าใจใครต่อใคร

แล้วจะมีใครสักคนบ้างมั้ย.. ที่จะคอยเข้าใจในความที่เป็น  “เรา”




 

 

(3). ทำไม เธอเงียบไปแล้วใยไม่ยิ้มอย่างเคย


เปล่า..

 

เธอเพียงอยากพักการใช้สายตา พักรอยยิ้มที่สังเกตเห็นได้ด้วยการมองห็น

 

แต่ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่ง นั่นล่ะ เธอกำลัง “ยิ้ม”
ให้กับภาพในจินตนาการ จากเสียงที่เธอได้ยิน

ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมทักทายกับดอกหญ้า เสียงนกยามเช้า
เสียงต้นไม้คุยกัน เสียงที่ไร้ซึ่งการปรุงจริต



อยากแค่ฟังเสียง เงียบๆ เนิ่นนาน..

ในสำเนียงมันมีความจริงซ่อนอยู่..
ในสิ่งที่เราเห็นความจริงบางอย่างถูกบิดเบือน..

 

 

เราใช้การมองมากจนเคยชิน และเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ เป็นอย่างที่ตาเห็น

แน่ใจแค่ไหนว่าสิ่งที่ได้เห็นมันจริงทุกอณู

 

รอยยิ้ม.. ที่มุมปาก หรือ ที่ดวงตา อย่างไหน เชื่อถือได้มากกว่ากัน ?

เสียงหัวเราะ.. ต้องดังสักกี่มากน้อยเดซิเบล ถึงจะน่าเชื่อถือ ?

 


สุดสัปดาห์นี้เธอจะออกเดินทางไปฟังเสียงต่างๆ เหล่านั้น ในอารมณ์แบบ
“แน่นิ่ง.. ไหวติง”





 

ปล.
- คิดว่าเข้ามาไดนี้จะได้เห็น และอ่านอะไรเหรอคะ ? เข้ามากันจัง !

- ถ้าคลิกเข้ามาเพราะว่า “คิดถึง” ตั้งใจ หรือ ไม่ตั้งใจ ก็บอกกันได้ เพราะเราไม่มีความรู้สึกใดๆ
กับจำนวน
counter ที่ไม่เคยนิ่งเลยสักที ไม่เห็นตื่นเต้นอะไรตรงไหนเลย

 


 

 

    OST. Insensitive*




The end (of วลี กางแปลง)
Posted on Tue 29 Jul 2008 18:18

Comment
วันนี้ บ. จัดงาน Mid Year Party (ฉลองโบนัสกลางปี) ณ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง พระราม 3
และพร้อมกันนี้ใครบางคนถือโอกาสว่าเลี้ยงส่งเราสู่แผนกต้นสังกัดจริงๆ เสียที
เพราะตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป เราต้องไปนั่งทำงานที่โต๊ะทำงานของเราจริงๆ ชั้นบน >.<
ความจริงเจ้านายถามตั้งแต่วันก่อนว่า “Are you ready to move to up stair tomorrow?”
เราบอกด้วยสีหน้า ซึ่งมีความหมายว่า “ยังไม่พร้อม” เจ้านายเลยพูดต่อว่า ”Ok, next week ก็ได้นะ”
อืม..

จะ 6 โมงเย็นแล้ว วันนี้เลิกงานไว ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้ ก็คงเลิก เกือบ 2 ทุ่มตามเคย
phoebe*   
Fri 1 Aug 2008 17:40 [1]


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง