<< December >>

S

M

T

W

T

F

S

30 

2 

5 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

31 

<< 2008>>

ปาก D..
ปล่อยเด็ก..
email correspondence..?
8 events on 31-Oct !
เช้าที่ฉันตื่น..
ne.. !
Odaiji ni
Holidays in JAPAN !
จับฉ่าย story..
Monday Melodies...
Happy Anniversary..
Work hard (เด้อ) and play hard (กว่าเด้อ)
Moved..
บางเวลาที่ไม่เป็นใจเรายังรู้สึกสดใส..
Vida, give me back...
เกือบจะนอนไม่หลับ..
หลับตา.. ตื่น
Me & Inspiration Pill..
Sands’ Chronicle
วันเสาร์...
หมดสติอย่างเป็นทางการ
ไม่ผิดสักคน..
วลี กางแปลง (อักษรมหรสพ)
deeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeeep
เธอจะเอาแต่ใจ มันไม่ได้หรอกเธอ
เล็กลง ใหญ่ขึ้น หรือ เท่าเดิม?
วันจูบสากลที่ผ่านมา..
C'est la vie!
In and Out of her*
เธอหมุนรอบฉัน.. ฉันหมุนรอบเธอ
คิดถึงอย่างเป็นทางการ.. แล้วมันจะเดินทางได้รึป่าว?
..Windy mood..
Seems bigger..?
Who painted the moon black?
ความเหงา.. ที่(เธอ)ไม่ได้รีเควส
I used to have a long hair...(before)
โลกใบอุ่น
สมการความสุข (ยามอัตคัต)
Sleepy weather..








วันเสาร์...





 

บ่ายวันเสาร์.. นั่งรถไฟฟรีไปฉะเชิงเทรา ไปพบ supplier และความต้องการส่วนตัว ใส่เสื้อแขนยาวสีดำ กระโปรงสีเขี๊ยวเขียว รองเท้าสีดำ กระเป๋าสีดำ กับใจดำๆ ดวงเดิม ไปถึงหัวลำโพงตอนบ่าย 2 โมงกว่าๆ เห็นมีตารางเดินรถไฟฟรีๆ ตั้งตระหง่านอยู่ (จริงๆ ถ่ายรูปเอาไว้ด้วย เผื่อโปรแกรมทัวร์ฟรีคราวหน้า ซึ่งเล็ง destination เอาไว้แล้ว) โปรแกรมหน้าคงกะไปพักผ่อนด้วยเลย ไม่ใช่แบบ ไปเช้าเย็นกลับแบบนี้ ชอบ.. เวลาที่ได้นั่งเอนกาย สบายๆ ในวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วระดับหนึ่งตามวิถีของมัน ชอบสื่อสารกับคนแปลกหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่กลายมาเป็นคนคุ้นหน้าในระยะเวลาสั้นๆ เราคงเหมาะที่จะเป็นแค่ "คนแปลกหน้าที่คุ้นเคย" ของใครๆ มากกว่าจะเป็น "คนสนิท" ของใครๆ เพราะหากว่าเริ่มสนิทชิดเชื้อกับ "คนแปลกหน้า" เมื่อไร "ความสุข/ ความรู้สึกดีๆ" จะค่อยๆ เลือนลางและจางไปในที่สุด.. เพราะฉะนั้นกำแพงและขอบรั้วที่สร้างเอาไว้ ก็จงเก็บมันเอาไว้อย่างเดิม อย่าเปิดมันให้ใครง่ายๆ อีก ..อะไรที่มันดูดีเหลือเกินตั้งแต่แรก อย่าได้ไว้ใจ มันเป็นเพียงความฝัน ที่จะคอยทำร้ายเรา จำเอาไว้นะออย..


ทีแรกไปยืนรอซื้อตั๋วที่ช่อง 6 พอถึงคิวเรา ก็บอก จนท. ไปว่า "ไปฉะเชิงเทราค่ะ" จนท. บอกว่า "ฉะเชิงเทราขึ้นฟรีครับ ชานชลาที่ 6" ดีจังๆ แต่อีกตั้งชั่วโมงกว่ารถไฟจะออก ก็เลยเดินเล่นแถวๆ นั้น แล้วก็ยืนอ่านดูเส้นทางที่มีบริการฟรีก็เยอะเหมือนกันนะ กว่าจะหมดโครงการนี้ เราคงได้เดินทางบ่อยขึ้น (งกเน้อ) แต่ที่หมายก็คงมีแค่ไม่กี่ที่หรอก และคงเป็นที่เดิมๆ ที่รู้สึกว่าอยากจะไป และก็จะไป (สักที).. ถ้าได้ไปแล้วอาจจะรู้สึกดีกว่าที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ก็ได้ ได้ไปที่ชอบๆ แค่การที่ได้รู้สึกว่าเราได้ไปก็เป็นความสุขเล็กๆ ได้แล้วมั้ง บางทีมันอาจช่วยชดเชยความรู้สึกบางอย่างข้างในได้บ้าง อย่างน้อยก็ความรู้สึก "อยากไป" แค่นั้นก็คงจะดี ไม่อยากจะอ่อนแอและท้อแท้เลย แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเราต้องทำเหมือนว่าเราไม่เป็นอะไรเลย ทั้งที่เรา "เป็น" เราอยากพาตัวเองไปในที่ที่มีแต่คนแปลกหน้า ที่ที่อากาศดีๆ มีต้นไม้ร่มรื่น มีแหล่งน้ำ มีเด็กๆ มีรูปแบบชีวิตที่ไม่ซับซ้อน มีผืนดิน ผืนหญ้ากว้างๆ ให้นั่งมองฟ้าได้กว้างๆ อยากนั่งมองแค่ท้องฟ้า เฝ้ามองพระอาทิตย์ลาลับขอบฟัา ได้ยอนเสียงคลื่นน้ำซัดเป็นระยะๆ หลอกตัวเองให้หยุดความคิดอย่างอื่นไปสักพัก.. someday somewhere..


ไปถึงที่หมาย 5 โมงกว่าๆ คุณ T. (ผู้หญิง) มารับถึงที่ แล้วพาไปเอาของที่ office ใช้เวลาไม่นาน ทีแรกเธอชวนทานข้าวเย็นด้วย แต่เราขอตัว กลัวจะดึก บอกว่า เด๋วก็คงได้แวะมาอีกบ่อยๆ ไว้โอกาสหน้าดีกว่า เธอก็เลยมาส่งที่สถานีรถไฟเหมือนเดิม เห็นแม่ค้าขายปลาหมึกไข่ย่างอยู่ข้างทาง ก้เลยแวะซื้อ 3 ไม้ ไม้ละ 10 บาท อร่อยมากๆ เลย ชอบกิน ว่าแล้วก็อยากกินอีกจังเลย แต่น้ำจิ้มเปรี้ยวมากไปหน่อย.. แต่รสชาติแบบนี้จ๊ะจังชอบนักแล


อืม.. ดีจังมาทันรถไฟเที่ยว 6 โมงเย็นพอดีเป๊ะ! ชอบขากลับมากกว่าขามาอีก เพราะว่าบรรยากาศกำลังงามเลย ยามเย็นๆ ดูสบายๆ แดดร่มลมตก นั่งริมหน้าต่าง มองออกไปข้างนอก เห็นนกเยอะแยะเลย ตัวสีขาวๆ ขายาวๆ และก็นกอะไรก็ไม่รู้ตัวสีดำๆเทาๆ ตัวโตมากๆ อยู่ท่ามกลาวทุ่งนาเขียวขจี สวยดี ดุแล้วสบายตา ถ้าสมมติว่าเราลงไปเดินละแวกนั้น นกพวกนั้นจะตกใจมั้ยอะ? เพราะกระโปรงที่เราใส่ก็สีเขียวเฉดเดียวกับต้นข้าวเลยนะ แต่อาจจะสว่างกว่าหน่อยนึง.. มาถึง กทม. 2 ทุ่มกว่าๆ แต่ยังไม่อยากกลับห้อง อยากดูหนัง ตอนนี้แค่รู้สึกว่าอยากอยู่ในบรรยากาศแบบในโรงหนัง เงียบๆ มืดๆ คนน้อยๆ เลือกที่ลิโด้ เรื่อง The First Cry .. น้ำตาหยดแรกไหลตั้งแต่ 3 นาทีแรกที่หนังฉาย มันเกิดจากความรู้สึกตื้นตัน หรือความรู้สึกอะไรสักอย่าง ณ ก้นบึ้ง มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกเดียวแน่ๆ แต่มันมีหลายความรู้สึกจับกลุ่มกันอยู่ รู้สึกดีที่ได้ปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างอิสระในความมืด ทั้งแถวมีแค่เราคนเดียว เลยยิ่งรู้สึกว่าได้ปลดปล่อยระบายความรู้สึก ที่มันเริ่มตกตะกอนอยู่เบื้องลึก..


ดูหนังเรื่องนี้แล้วยิ่งทำให้คิดถึงแม่มากเลย คิดถึงบ้าน คิดถึงคำว่า "ครอบครัว" หนังสื่อให้เห็นถึงการให้กำเนิดในแต่ละวัฒนธรรมที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกัน โดยสาระสำคัญแล้ว เน้นให้เห็นถึงการคลอดแบบใกล้ชิดะรรมชาติ ซึ่งดูแล้วรู้สึกดีนะ บางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องที่เรราไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อนเลย อย่างเช่น



กรณีของ วาเนสซ่า / สหรัฐอเมริกา


"
บ้านล้อมรอบด้วยมิตรสหาย และปราศจากความช่วยเหลือทางการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญอันตรายที่แท้จริงหาใช่ธรรมชาติ หากแต่เป็นโรงพยาบาลและเครื่องไม้เครื่องมือที่นั่น ฉันย้ำว่าฉันมั่นใจและพร้อมสำหรับทุกกรณี แน่นอนว่ามันจะเสี่ยง การตายก็เป็นส่วนหนึ่งของการเกิด ถ้ามีความยุ่งยากเกิดขึ้น ฉันก็พร้อมยอมรับผลที่จะตามมา"

--
คุณแม่รายนี้ใจเด็ดมากเลย คลอดลูกเองในสระน้ำอุ่นขนาดย่อม โดยที่มีคนช่วยทำคลอดก็คือ สามีคนดี และเพื่อนๆ ของเธอ เป็นภาพบรรยากาศที่เราไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อนเลยว่าจะมาสามารถมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ.. รู้สึกดีมากๆ เลยที่ทุกคนพร้อมช่วยเหลือ พร้อมเข้าใจ เต็มที ! สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ตั้งใจทำ สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่เราอย่างมาก !!


และอีกราย ยูกิโกะ / ญี่ปุ่น คลีนิคของคุณหมอโยชิมูระ สร้างเลียนแบบบ้านโบราณ

"การเกิดก็เหมือนการขึ้นของพระอาทิตย์ คุณไม่อาจหยุดยั้งหรือเร่งให้มันเร็วขึ้นได้ ครอบครัวเราชอบพูดเล่นเรื่องเลียนปลาแซลมอนคลอดลูก คือพวกเรามักจะไปคลอดลูกที่เดิมเสมอ และหมอจะทำคลอดลูกชายของฉัน หมอมองว่าวิถีชีวิตทันสมัยทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง และพยายามส่งเสริมวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นโบราณ การคลอดที่โรงพยาบาลลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทำเหมือนการเกิดเป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่เพศแม่ไม่ใช่เครื่องจักรกลนะ แล้วทารกก็ไม่ใช่ผลิตผลบนสายพานด้วย"

-- คุณแม่รายนี้ มีลูกสาวคนโตวัย 3-4 ขวบที่น่ารักมากๆ สามีก็น่ารัก ทั้งสามีและลูกสาวของเธออยู่ให้กำลังใจในวินาทีที่เธอคลอดลูกคนที่ 2 อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เชื่อว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ได้เห็นในสิ่งที่เด็กในวัยเดียวกันไม่เคยได้เห็นมาก่อนในชีวิต มันน่าทึ่งมาก !

ส่วนเราเองก็เป็นเด็กคนนึงที่ไม่ได้เกิดในโรงพยาบาลไม่ได้ผ่านเครื่องการทำคลอดที่ทันสมัย "ไม่ใช่ผลิตผลบนสายพาน" เราไม่ยอมออกกับหมอ แต่มาออกอย่างง่ายดายกับหมอตำแย ชื่อบานเย็น ที่บ้านก็อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลประจำอำเภอสักเท่าไร อาจจะเพราะเหตุนี้รึป่าว เราถึงพิสมัยความโบราณ ความเก่าแก่ ความรู้สึกนึกคิดแปลกแยกและแตกต่างชาวบ้านหมู่มากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธวิถีชีวิตสมัยใหม่นะ ก็ชอบเหมือนกัน เป็นคนยอมรับอะไรง่ายๆ ไม่ค่อยแอนตี้อะไรใคร หรือสิ่งใดโดยไม่จำเป็น เป็นคน 2 ขั้วนั่นเองเลยทั้งดึง และ ดูด อะไรได้ง่ายๆ และพยายามทำความเข้าใจ.. แต่กับตัวเองบางทีก็จูนตัวเองยาก เพราะไอ้ความมี 2 ขั้วนี่แหล่ะ เด๋วมันก็เห็นด้วย เด่ญวมันก็ค้านในตัวมันเอง บางที คิอแบบนี้ แต่แสดงออกไปอีกแบบ ใครต่อใครก้เข้าใจผิดกันไป ย้อนมามองอีกที ก็แก้ไขอะไรไมได้แล้ว ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นการยากที่จะมีใครมาเข้าใจได้ง่ายๆ มันเป็นคำสาป !! สงสัยจังเลย จะมีสักคนมั้ยน๊อออ.. ที่มีกุญแจดอกนั้นไว้ในครองครอง หรือว่ามันไม่เคยมี "กุญแจดอกนั้น" เลย หรือว่า กุญแจ ดอกน้นมันหายไป (ไหน?) แล้ว... ??


ในเวลาที่ท้อ และรู้สึกเหมือนรอบข้างไม่มีใครแล้ว มันว้าเหว่ บางทีก็อยากอยู่เฉยๆ กับธรรมชาติรอบข้าง สูดลมเข้าปอดเต็มๆ เผื่อจะมีละอองความสุขกระจายอยู่ทั่วไป จะได้เข้าปอดและแทรกผ่านหัวใจเราบ้าง หรือบางทีก็อยากทำงานๆๆๆๆๆ ไม่อยากให้มีวันหยุดเลย ชอบมากนะเวลาที่มีงานให้ทำเยอะๆ คาดว่าจะได้แต่งงานในเร็ววันนี้ .... "แต่งงาน"
ในที่นี้ หมายถึง "แต่ง กับ งาน"




“ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น” – คำสอนของแม่ชีศันสนีย์

ได้นึกถึงใบหน้าของแม่ชีทีไร ก็รู้สึกเย็นใจอย่างบอกไม่ถูก รวมถึงเสถียรธรรมสถานที่เราเคยไปใช้ชีวิตอยู่ 7 วันเต็มๆ พร้อมภารกิจในการออกบิณฑบาตรตามแม่ชีในบางวัน แปลกดี.. คิดถึงที่นั่นจัง คิดถึงลานโพธิ์ที่เราออกกำลัง โยคะ ตอนเช้า ตี 5 ที่แม่ชีจะปล่อยให้ทำท่า "ศพอาสนะ" ก่อนราว 10 นาที ก่อนเริ่มออกกำลังกายด้วยท่าแบบโยคะ แม่ชีใจดี บอกว่า "ใครนอนไม่เต็มอิ่มก็ใช้เวลา 10 นาทีนี้ให้เต็มที่นะ" ท่านี้จึงเป็นท่าที่ทุกคนชอบกัน รวมทั้งเราด้วย แต่ความจริงแล้ว ท่านี้มีนัยสำคัญ คือ เป็นการเจริญภาวนาในท่านอน แม่ชีจะพูดบอกว่า ให้หลับไปเลย ให้รู้สึกเหมือนตัวเราจมลงไปในธรณี เราพยามยามทำตามที่แม่ชีบอก และในสำนึกรู้สึกตัวได้ว่าทำได้แบบนั้น และแม้จะหลับลึก แต่กลับมีสติ และลืมตาตื่นแบบปกติ แม้แม่ชีจะเคาะขันเพียงเบาๆ แต่มันรับรู้ถึงเสียงนั้นแบบค่อยๆ กังวาล เราก็ไม่รู้ว่าเราสัมผัสกับความรู้สึกแบบไหนอยู่ แต่มันเป็นความรู้สึกดีมากๆ เลย ที่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้น แม้เพียงแค่ครั้งเดียวในระยะเวลาทั้ง 7 วัน ที่กิน นอน อยู่สถานที่แห่งนั้น.. แปลกดี..



ตอนนี้เราก็มองเห็น “ความทุกข์” เยอะแยะเต็มไปหมด บางครั้งก็ทำเลี่ยงเป็นมองไม่เห็น แต่มันก็กลับรู้สึก ก็เป็นคนนี่เน้อ โสดาบันก็ยังไม่ถึงเลย ก้ย่อมต้องมีความรู้สึกเช่นนี้เป็นธรรมดา อย่างน้อยก็ยังรู้ว่า "รู้สึก" ถึงจะ ดี/ ไม่ดี มันก็ช่วยให้เราเรียนรู้ และอยู่ได้ด้วยการยอมรับ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด everything happens for reason..





...

เขียนอะไรเยะอแยะ ผสมปนเปกันไปหมด อย่างกับอาหารใส่ลงในบาตรพระ/ แม่ชี เอาน่า "ช่วงเข้าพรรษา" ยังไงพระ/ แม่ชี ก็ยังต้องออกบิณฑบาตร เราก็แค่อยากเขียนความไร้สาระในนแบบของเราก็เท่านั้น.. มันคือ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เราพึงกระทำ..

Posted on Mon 11 Aug 2008 21:55

Comment

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง